You are currently viewing เนบิวลา จุดกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง

เนบิวลา จุดกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง

ในยามค่ำคืนนั้นบนท้องฟ้าเต็มไปด้วยหมู่ดาวมากมาย ในอดีตหลายครั้งเราเคยสงสัยว่าดวงดาวพวกนั้นมีที่มาจากที่ไหนกัน ทำไมถึงได้มีมากมายนับไม่ถ้วนและส่องแสงเป็นประกายระยิบระยับสวยงามเช่นนี้ กล่าวกันว่าแสงต่างๆที่มาจากดวงดาวนั้น บางดวงมีแสงในตัวเองเหมือนกับดวงอาทิตย์ แต่บางดวงก็ไม่มีอยู่จริง แสงที่เราเห็นนั้นเป็นเพียงลำแสงสุดท้ายที่กำลังเดินทางมายังไม่ถึงโลกของเราเท่านั้นเอง และต้นกำเนิดของแสงที่มีความสว่างมากขนาดนั้นเกิดมาจากการระเบิดของดวงดาวซึ่งทิ้งความงามสุดท้ายเอาไว้ให้เราชื่นชมก่อนที่จะสลายหายไปนั่นเอง ดาวทุกดวงก็มีเกิดและแตกสลายไปเช่นเดียวกันไม่ได้อยู่เป็นอมตะตลอดไป เพียงแต่ระยะเวลากว่าที่ดาวดวงหนึ่งจะสลายหายไปนั้นใช้เวลายาวนานนับหลายแสนล้านปี แม้พวกมันจะระเบิดและกระจายออกอนุภาคของมันก็ไม่ได้สลายหายไป แต่กลายเป็นฝุ่นผงเศษเล็กเศษน้อยกระจายไปทั่วทั้งอวกาศ เราได้รู้ช่วงเวลาสุดท้ายของดวงดาวแล้ว ส่วนช่วงเวลาเริ่มต้นนั้นเกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ที่เราเรียกว่า เนบิวลา ปรากฏการณ์ที่เป็นจุดกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง

เนบิวลา สร้างดวงดาวขึ้นมาได้อย่างไร

เศษละอองฝุ่นที่กระจายไปทั่วทั้งอวกาศ แม้จะดูเหมือนลอยไปลอยมาแต่พวกมันมีแรงดึงดูดระหว่างมวลซึ่งกันและกันเมื่อรวมตัวกันมากๆก็จะกลายเป็นเนบิวลา พวกมันจับตัวกันอยู่อย่างหลวมๆและค่อยค่อยหนาแน่นขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านไปหลายพันล้านปี จากที่มีขนาดเล็กก็ดึงดูดซึ่งกันและกันเป็นมวลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ยิ่งมีขนาดใหญ่ก็ยิ่งมีแรงดึงดูดเพิ่มมากขึ้น สิ่งนี้ทำให้อุณหภูมิตรงใจกลางสูงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นพลังงานความร้อนและแผ่รังสีอินฟราเรดออกมา พอถึงจุดหนึ่งที่เนบิวลามีมวลมากมายมหาศาลและมีความหนาแน่นจนไม่สามารถแผ่ความร้อนออกมาได้ เหตุการณ์นี้ทำให้อุณหภูมิภายในเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ่งมีมวลมากก็ยิ่งมีแรงโน้มถ่วงเพิ่มมากขึ้นจนถึงจุดหนึ่งที่แรงโน้มถ่วงมากพอจนเอาชนะแรงดันที่เกิดจากการขยายตัวของก๊าซร้อนๆได้ เนบิวลาจะยุบตัวลงและเริ่มหมุนรอบตัวไปตามกฏอนุรักษ์โมเมนตัมเชิงมุมจนกลายเป็นลักษณะรูปแบนคล้ายจาน ตรงใจกลางของจานรวมมวลนั้นเรียกกันว่าโปรโตสตาร์

ไม่ใช่ทุกเนบิวลาที่จะสร้างดวงดาวขึ้นมาได้

เมื่อโปรโตสตาร์ยุบตัวและหมุนวนจนอุณหภูมิภายในสูงมากพอก็จะเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น ให้จะแจ้งจะหลอมรวมกลายเป็นฮีเลียมและบริเวณแกนกลางจะมีความดันสูงพอที่จะต้านแรงโน้มถ่วงของดาวให้กลายเป็นทรงกลมและค่อยๆพัฒนากลายเป็นดาวฤกษ์ที่มีแสงในตัวเองต่อไป แต่หากกลุ่มก๊าซในโปรโตสตาร์นั้นมีมวลไม่มากพอที่จะสร้างแรงดันให้มีอุณหภูมิสูงมากพอที่จะสามารถเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น โปรโตสตาร์ก็จะยุบตัวลงกลายเป็นดาวแคระน้ำตาล ในทางกลับกันหากมีแรงกดดันและมีอุณหภูมิสูงมากเกินไป ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นก็จะสูงเกินกว่าจะรักษาสมดุลย์เอาไว้ได้ดาวก็จะระเบิดสลายหายไปในทันที  เมื่อมีดาวฤกษ์ก่อกำเนิดขึ้นมาได้แล้ว ฝุ่นและละอองต่างๆก็ยังคงดึงดูดซึ่งกันและกันและถูกดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ดึงดูดเอาไว้อีกที ทั้งหมดจึงโคจรหมุนไปรอบๆดาวฤกษ์ที่เกิดขึ้นมาใหม่ บางครั้งฝุ่นและละอองเหล่านี้ก็รวมตัวมีมวลที่หนาแน่นขึ้นจนกลายเป็นดาวเคราะห์ ส่วนเศษฝุ่นและละอองบางส่วนก็อาจถูกลมสุริยะพัดออกไปจากวงโคจร ดาวฤกษ์ที่อยู่ใจกลางนั้นไม่ได้คงอยู่เสมอไปเช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ในระบบสุริยของเรา นับวันก็ยิ่งอ่อนกำลังลงและคงมีวันหนึ่งที่จะสูญสลายหายไปตามวัฏจักรของมัน